เป็นความตกลงระหว่างประเทศซึ่งอาจเป็น 2 ประเทศหรือมากกว่า 2 ประเทศที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาษีศุลกากรการค้าระหว่างประเทศคู่สัญญาให้เหลือน้อยที่สุด หรือเป็นร้อยละศูนย์ โดยที่
อัตราภาษีต่อประเทศนอกกลุ่มนั้นยังเป็นอัตราปกติที่สุดกว่า
FTA เป็นเครื่องมือทางการค้าที่ประเทศต่างๆ นำมาใช้ขยายโอกาสในการค้าสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจ พร้อมกับเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคาให้กับสินค้าตน เพราะสินค้าที่ผลิตใน FTA จะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่ต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศอื่นๆ ที่มิใช่สมาชิก FTA จึงทำให้สินค้าที่ผลิตภายในกลุ่มได้เปรียบในด้านราคากว่าสินค้าจากประเทศนอกกลุ่ม ทั้งนี้ ประเทคู่สัญญา FTA สามารถเจรจากันได้ว่าแต่ละประเทศจะลดภาษีให้แก่กันในสินค้าใดบ้าง จะลดอย่างไร
และใช้ระยะเวลาในการลดภาษียาวนานเท่าใด
FTA เป็นเครื่องมือทางการค้าที่ประเทศต่างๆ นำมาใช้ขยายโอกาสในการค้าสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจ พร้อมกับเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคาให้กับสินค้าตน เพราะสินค้าที่ผลิตใน FTA จะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่ต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศอื่นๆ ที่มิใช่สมาชิก FTA จึงทำให้สินค้าที่ผลิตภายในกลุ่มได้เปรียบในด้านราคากว่าสินค้าจากประเทศนอกกลุ่ม ทั้งนี้ ประเทคู่สัญญา FTA สามารถเจรจากันได้ว่าแต่ละประเทศจะลดภาษีให้แก่กันในสินค้าใดบ้าง จะลดอย่างไร
และใช้ระยะเวลาในการลดภาษียาวนานเท่าใด
ปัจจุบันประเทศไทยมีการจัดทำเขตการค้าเสรีกับ 8 ประเทศ 2 กลุ่ม
FTA อาเซียน-จีน หรือที่เรียกว่า FTA ไทย-จีน
- FTA ระหว่างอาเชียน-จีน อยู่ภายใต้ข้อตกลง Framework Agreement on Comprehensive Economic Cooperation ที่เกิดขึ้นระหว่างการประชุม ASEAN-China Summit เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 ณ ประเทศกัมพูชา
- การลดภาษีสินค้าภายใต้ Early Harvest Programme
- ได้แก่ สัตว์ที่มีชีวิต เนื้อสัตว์ ปลาและอาหารทะเล นม และผลิตภัณฑ์จากพืชและสัตว์ ผักและผลไม้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 และภาษีจะลดลงเหลือ ร้อยละ ศูนย์ ภายในปี 2549
- นอกจากนี้จีนยังได้เสนอให้มีการตกลงกลุ่มย่อยระหว่างประเทศไทยและประเทศจีนขึ้น (Bilateral Agreement) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2546 ณ กรุงปักกิ่ง
- โดยได้มีการลงนามเร่งการลดภาษีสินค้า ผักและผลไม้ ทุกรายการตามพิกัดศุลกากรที่ 07-08 รวมทั้งสิ้น 116 รายการให้เหลือ ร้อยละ ศูนย์
โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไป
FTA ไทย-ญี่ปุ่น
- เป็นส่วนหนึ่งของความตกลงการเจรจาหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership.JTEP) โดยไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจรจา JTEPA อย่างเป็นทางการ ครั้งที่ 1 ที่ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ 2547
- ในการประชุมที่จังหวัดนครราชสีมา ปี 2548 ญี่ปุ่นยังเสนอเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้ไทยเพิ่มขึ้น เช่น กล้วยสด, สับปะรดและกากน้ำตาล รวมทั้งเสนอเปิดเสรีการค้าบริการที่ไทยสนใจ เช่น การให้บริการ ดูแลผู้สูงอายุ บริการ โรงแรม และ ร้านอาหาร
- มีการประชุมในระดับรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 1 ส.ค. 2548 ในครั้งนี้ได้ข้อสรุปด้านสินค้าเกษตรคือ ญี่ปุ่น ลด/เลิก ภาษีให้ไทย ในสินค้าอาทิเช่น ไก่ปรุงสุก ไก่สดแช่เย็น เนื้อปลากระป๋อง ปู หอย ผักสดแช่เย็น กุ้งสด กุ้งต้ม แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูป ทุเรียน มะละกอ มะม่วง มังคุด เป็นต้น
FTA ไทย-ออสเตรเลีย
- มีการลงนามอย่างเป็นทางการเมื่อ วันที่ 5 กรกฎาคม 2547
- ออสเตรเลียลดภาษีสินค้าประเภทที่ตกลงให้นำเข้าเป็น ร้อยละ ศูนย์ ทันที ณ วันแรกที่ความตกลงมีผลใช้บังคับ
- สำหรับสินค้าเกษตรรวมถึงผักและผลไม้สดแทบทุกประเภท ออสเตรเลียลดภาษีเหลือร้อยละ ศูนย์ ทุกรายการทันที ณ วันแรกที่การเจรจามีผลบังคับใช้ ยกเว้น ปลาทูน่า ปลาโบนิโต ปลาสคิปแจ็ค
ทำไมไทยต้องทำ FTA ?
การที่ไทยต้องทำ FTA นั้นมาจากหลากหลายสาเหตุ ได้แก่
- ประเทศคู่ค้าที่สำคัญหรือตลาดดั้งเดิมของไทย เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ต่างทำ FTA
- การค้าระหว่างประเทศ มีผลมากต่อระบบเศรษฐกิจไทย เพราะคิดเป็นร้อยละ 56.4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (ปี 2546)
- ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในสถานการณ์การค้าโลก ที่แข่งขันกันรุนแรงและรวดเร็วมากขึ้น เช่น ไทยเสียเปรียบการค้าเพราะเสียสิทธิทางภาษี GSP ที่เคยได้ ในขณะที่ แอฟริกาและอเมริกาใต้ยังได้อยู่ เป็นต้น
ไทยได้อะไรจาก FTA ?
- สามารถขยายการค้าสู่ตลาดใหญ่ เช่น จีน (1,300 ล้านคน) อินเดีย (1,000 ล้านคน)
- เปิดประตูไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ แทนตลาดเดิมที่เริ่มอิ่มตัว เช่น ตะวันออกกลาง บาร์เรน อเมริกาใต้ เปรู
- ยกระดับความสามารถการแข่งขันทางการผลิตของไทย เช่น ลดต้นทุนการผลิต จากการนำเข้าวัตถุดิบที่ถูกลงและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการผลิต
- ได้ผลประโยชน์กับกลุ่มต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ ทั้งผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า และผู้บริโภค แต่ในขณะเดียวกันจะมีผลเสียต่อบางกลุ่ม เช่น ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเกิดใหม่ ผู้ผลิตที่มีประสิทธิภาพการผลิตและแข่งขันกับต่างประเทศในระดับต่ำ ซึ่งต้องการการปกป้องและมาตรการรองรับจากรัฐบาล
- นักลงทุนมีความเชื่อมันมากขึ้น ทำให้เข้ามาลงทุนกันมากขึ้น
- สร้างพันธมิตรที่จะเกื้อกูลกันทางเศรษฐกิจ ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองของไทยในเวทีโลก
ไทยต้องเตรียมความพร้อมอย่างไรเพื่อรองรับ FTA ?
ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกันต่างๆ ในประเทศให้เข้มแข็ง เพื่อรองรับการแข่งขันที่รวดเร็ว และรุนแรงขึ้น เช่น
- ปรับปรุงระบบและลดขั้นตอนการให้บริการของภาครัฐ
- มีระบบควบคุม มีระบบเตือนภัย
- ปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทรัพยาการมนุษย์
- เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
- มีมาตรการส่งเสริมการลงทุนของไทยในต่างประเทศ
- สร้างกลไกประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน
ความตกลง FTA ที่เกี่ยวกับการเกษตร
การเปิดตลาด
- ลดภาษีลงเหลือ 0% ภายในเวลาที่ตกลงกัน
- มาตรฐานด้านสุขอนามัย (SPS) มาตรฐานสินค้า
- การลดการอุดหนุน
วิธีการลดภาษี : แบ่งสินค้าออกเป็น 3-4 กลุ่ม
- สินค้าลดภาษีกลุ่มแรก
- สินค้าลดปกติ (Normal Track) / สินค้าที่ต้องเจรจาแลกเปลี่ยน
- สินค้าอ่อนไหว (Sensitive Track) ใช้เวลาในการปรับตัวนาน มีโควต้าภาษี
- สินค้าที่อ่อนไหวมาก มีมาตรการปกป้องพิเศษ ใช้เวลาปรับตัวนานมาก
มาตรการปกป้อง (Safeguards)
สินค้าเกษตรไม่อ่อนไหว
- มีมาตรการปกป้อง (Bilateral Safeguards) เพื่อบรรเทาความเสียหายโดยขึ้นภาษีนำเข้าได้ แต่ต้องพิสูจน์ความเสียหาย
สินค้าเกษตรอ่อนไหว
- มีมาตรการปกป้องพิเศษ (Special Safeguards) โดยขึ้นภาษีนำเข้าได้ หากมีการนำเข้ามากเกินเกณฑ์ที่กำหนดในแต่ละปี
ที่มา :
-
หนังสือผลิใบ ปี 8 ฉบับที่ 4 ประจำเดือนพฤกษาคม 2548
- วารสารสมาคมอารักขาพืชไทย
- บทความของอาจารย์นิพนธ์, ศูนย์วิจัยคณะเศรษฐศาสตร์, มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์
|